อนุทิน หารือมาครง ผลักดันไทย-ฝรั่งเศส หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ดัน FTA ไทย-สหภาพยุโรป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมการหารือระดับสูงกับนายเอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อหารือถึงแนวทางการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส ให้มีความเข้มแข็งในมิติต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงวิสัยทัศน์ร่วมกันในการผลักดันความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ให้ก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นการยกระดับสถานะความสัมพันธ์ทางการทูตให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าระดับเดิม การหารือครอบคลุมถึงแนวทางการส่งเสริมการค้าและการลงทุนร่วมกัน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้แสดงเจตจำนงที่จะสนับสนุนการขยายตัวของภาคเอกชนไทยในตลาดยุโรป การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากฝรั่งเศสก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามความมั่นใจของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากการยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้
หัวใจสำคัญของการประชุมคือ การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจา ไทยต้องการเร่งรัดกระบวนการนี้เพื่อลดอุปสรรคทางภาษีและกฎระเบียบทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย การเปิดตลาดเสรีจะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และดึงดูดการลงทุนจากฝรั่งเศสและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปให้เข้ามาในประเทศมากขึ้น

ในส่วนของด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญร่วมกัน การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงจะช่วยสร้างเสถียรภาพและความปลอดภัยให้กับประชาชนในทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
ผลลัพธ์จากการเยือนและหารือครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปและประเทศชั้นนำในยุโรป การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการวางรากฐานความร่วมมือที่มั่นคงสำหรับอนาคต ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีในการติดตามผลการดำเนินงานตามข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของประเทศ ก็คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ด้วย

ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเถอะ!