ทลายแก๊งนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน เฟส 2 รวบ 22 คน ยึดที่ดินกว่า 40 ไร่
เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายต่างประเทศและกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการพิเศษภายใต้ชื่อ ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน เฟส 2 เพื่อตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการเข้าถือครองทรัพย์สินของที่ดินในประเทศไทย โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัทนอมินีที่อาจมีการใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย

การปฏิบัติการในครั้งนี้ ดำเนินการโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ในฐานะผู้บังคับบัญชาชุดปฏิบัติการ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการขยายผลและตรวจสอบบริษัทนอมินีในพื้นที่เกาะพะงัน จำนวน 32 แห่ง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการกระทำผิดข้อหาให้บุคคลไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายควบคุมการถือครองที่ดินโดยคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เป็นชาวต่างชาติได้จำนวน 22 คน พร้อมตรวจยึดที่ดินทั้งหมดจำนวนกว่า 40 ไร่ มูลค่าความเสียหายประมาณกว่า 200 ล้านบาท ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการกวาดล้างเครือข่ายนอมินีที่มักแฝงตัวอยู่ในรูปแบบของนิติบุคคลเพื่อครอบครองทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เกาะพะงัน

การดำเนินการในเฟส 2 นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ การยึดคืนที่ดินเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่การควบคุมของกฎหมายและป้องกันการขยายตัวของเครือข่ายนอมินีในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำว่ากฎหมายไทยไม่ได้เปิดช่องว่างให้ชาวต่างชาติเข้าถือครองที่ดินได้อย่างเสรี หากฝ่าฝืนกฎระเบียบจะมีความผิดทางอาญาและถูกดำเนินคดีอย่างจริงจัง
พื้นที่เกาะพะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีค่าทางเศรษฐกิจสูง การตรวจสอบการถือครองที่ดินจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินและประชาชนในพื้นที่ การตรวจสอบจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการกระทำผิดซ้ำอีกในอนาคต ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นมาตรการเชิงรุกในการปกป้องทรัพยากรของประเทศจากการครอบครองโดยผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่มีวงกว้าง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง และช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับความเป็นธรรมจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกกันเถอะ!