วันนี้ (2 ก.ย.69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดแถลงข่าวเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หลังมีข้อกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำมันสำรอง น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน โดยระบุว่า กทม. สั่งหยุดการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมมาแล้วประมาณ 2–3 สัปดาห์ เพื่อทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
นายชัชชาติยืนยันว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังไม่พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดอยู่กระทบการใช้ไฟหรือน้ำของคนกรุง แต่จะต้องติดตามต่อ เพราะกิจการขนาดใหญ่มีผลต่อทรัพยากรและความปลอดภัยในระยะยาว
กทม.พบ 30–40 แห่ง แต่มี 6 แห่งที่ยื่นขอเป็นดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง
ข้อมูลที่ กทม.รวบรวมพบดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ประมาณ 30–40 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานที่อยู่ในอาคารของตัวเอง จึงขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารตามปกติ ไม่ได้แยกขออนุญาตในชื่อดาต้าเซ็นเตอร์
สำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่ให้บริการหน่วยงานภายนอก มี 6 แห่งที่ยื่นขออนุญาตเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แยกต่างหาก โดย 3 แห่งได้รับใบอนุญาตแล้วตั้งแต่ปี 2565–2566 ส่วนอีก 3 แห่งถูกสั่งให้หยุดเพื่อทบทวนมาตรฐานก่อน
ช่องว่างกฎหมายทำให้หลายแห่งขออนุญาตเป็นคลังสินค้า
นายชัชชาติอธิบายว่า กฎหมายเดิมยังไม่มีนิยามดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง ผู้ประกอบการบางรายจึงขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบ “คลังสินค้า” ซึ่งไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงานแบบกิจการอุตสาหกรรม
ประเด็นนี้ทำให้หน่วยงานต้องกลับมาทบทวนทั้งผังเมือง กฎหมายอาคาร การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน ไม่ได้หมายความว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งผิดกฎหมายแล้ว แต่เป็นช่องว่างที่ต้องกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจน
ไฟฟ้าและน้ำยังไม่กระทบคนกรุง แต่ต้องติดตาม
กฟน.ให้ข้อมูลว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีขนาดประมาณ 20 เมกะวัตต์ ใช้ไฟจริงราว 8 เมกะวัตต์ และจ่ายไฟแยกจากระบบที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ กปน.ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 7,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน น้อยกว่าโรงพยาบาลหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในบางกรณี
ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลของหน่วยงานในวันที่แถลงข่าว จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าผลกระทบจะไม่มีในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีการขยายขนาดกิจการหรือมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น
ปมน้ำมันรามคำแหง 28 ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ
ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟสำรองประมาณ 48 ชั่วโมง จึงมีการสำรองน้ำมันไว้ใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กฎหมายกำหนดการเก็บน้ำมันไว้ใช้เองไม่เกิน 500,000 ลิตร หากเกินอาจเข้าข่ายเป็นคลังน้ำมันและต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดอีกชุด
กรณีอาคารในซอยรามคำแหง 28 มีรายงานเรื่องพื้นที่เก็บน้ำมันประมาณ 400,000–429,000 ลิตร ขณะที่ใบอนุญาตที่หน่วยงานกล่าวถึงอยู่ที่ประมาณ 200,000 ลิตร เลขานุการรัฐมนตรีพลังงานระบุว่า หากตรวจพบว่าเก็บเกินใบอนุญาตจึงจะดำเนินคดีได้ ขณะนี้ยังต้องรอผลตรวจ ไม่ควรสรุปว่าผู้ประกอบการทำผิดแล้ว
บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์นัดประชุม 4 ก.ย.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเรียกคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ประชุมวันที่ 4 ก.ย. เพื่อวางกรอบกำกับดูแลทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่
กระทรวงดีอีระบุว่ากำลังรวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ที่อาจตั้งในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงตรวจสอบประเด็นการกักตุนน้ำมันและความเชื่อมโยงกับทุนต่างชาติ ข้อมูลส่วนนี้ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบ ไม่ใช่ผลชี้ขาด
สรุปสิ่งที่ยืนยันได้ในรอบนี้
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้คือ กทม.หยุดออกใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมชั่วคราว พบกิจการในกรุงเทพฯ ราว 30–40 แห่ง และมี 3 แห่งที่ขออนุญาตแยกเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แต่ยังต้องหยุดทบทวนมาตรฐาน ส่วนผลตรวจน้ำมัน ใบอนุญาตของแต่ละแห่ง และผลกระทบระยะยาวยังต้องรอหน่วยงานเปิดเผยรายละเอียด
การประชุมบอร์ดวันที่ 4 ก.ย. จะเป็นความคืบหน้าสำคัญว่าจะกำหนดเกณฑ์กลางเรื่องพลังงาน น้ำ ความปลอดภัย ผังเมือง และสิ่งแวดล้อมอย่างไร
