วันนี้ (28 ส.ค.69) นายบาเลนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล ระดมเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมากกว่า 13,000 นายลงพื้นที่ประสบภัย หลังธารน้ำแข็งพังถล่มจนเกิดน้ำป่าและดินโคลนถล่มบริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบต ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ทำให้หมู่บ้าน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานเสียหายหนัก เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่แล้วมากกว่า 500 คน ขณะที่การค้นหายังเดินหน้าท่ามกลางฝนตก สภาพภูเขา และเส้นทางที่ถูกตัดขาด
ตัวเลขผู้เสียชีวิตเปลี่ยนตามช่วงเวลารายงาน
รายงานล่าสุดที่อ้างข้อมูลตำรวจเนปาลระบุว่า พบผู้เสียชีวิตฝั่งเนปาลอย่างน้อย 547 ราย ส่วนหน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลรายงานพบร่าง 538 ราย และมีผู้สูญหาย 977 คน ตัวเลขสองชุดนี้มาจากคนละหน่วยงานและคนละช่วงเวลาจึงไม่ควรนำมาบวกซ้ำกัน
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ไทยพีบีเอสรายงานตำรวจเนปาลพบผู้เสียชีวิต 389 ราย สูญหาย 667 ราย และ CCTV รายงานฝั่งทิเบตเสียชีวิต 3 ราย สูญหาย 558 ราย รวมเป็น 392 รายและ 1,225 รายตามชุดข้อมูลช่วงนั้น ตัวเลขจึงขยับขึ้นตามการค้นพบร่างและการตรวจสอบรายชื่อผู้สูญหาย
ทะเลสาบกั้นขวางเสี่ยงแตก กู้ภัยหยุดชั่วคราวก่อนกลับมาทำงาน
มวลดิน หิน และน้ำแข็งที่ปิดกั้นทางน้ำทำให้เกิดทะเลสาบกั้นขวางใกล้จุดเกิดเหตุ ทางการเนปาลและจีนเตือนให้ประชาชนอยู่ห่างจากริมแม่น้ำ เพราะระดับน้ำเพิ่มขึ้นและอาจเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่
เดลินิวส์ที่เรียบเรียงจากรอยเตอร์รายงานว่า หน่วยงานจีนประเมินอาจมีน้ำราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลเข้าสู่ทะเลสาบ และระดับน้ำอาจสูงสุดราววันที่ 1 ก.ย. ภารกิจกู้ภัยถูกระงับช่วงสั้น ๆ ก่อนกลับมาดำเนินการอีกครั้งเมื่อประเมินว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่จัดการได้
จีนส่งกำลังและงบกู้ภัย ส่วนเนปาลรับเงินช่วยเหลือ
จีนส่งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน 792 นาย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกู้ภัยอีก 431 นาย พร้อมสุนัขค้นหา เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ และเรือเร็วเข้าสู่พื้นที่ทิเบต รัฐบาลจีนจัดสรรงบจากส่วนกลางอย่างน้อย 220 ล้านหยวน หรือกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับกู้ภัยและฟื้นฟู
รัฐบาลเนปาลปฏิเสธข้อเสนอส่งทีมค้นหาและกู้ภัยจากต่างประเทศ โดยยืนยันว่าหน่วยงานความมั่นคงในประเทศรับมือได้ แต่ยังเปิดรับความช่วยเหลือด้านการเงินผ่านช่องทางกลาง
ไทยพีบีเอสยังอ้างข้อมูลนักวิทยาศาสตร์ว่า ทั่วโลกมีธารน้ำแข็งราว 3,100 แห่งที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ และประชาชนประมาณ 15 ล้านคนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจากทะเลสาบธารน้ำแข็งถล่ม
